หลังจากที่คนไข้รู้ตัวแล้วว่าเป็นมะเร็งเต้านม ก็จะเริ่มหาวิธีการต่างๆ ในการต่อสู้กับมะเร็งเต้านมนี้ ด้วยวิธีการหลักๆ ก็จะเป็นการผ่าตัดเต้านมและการรังสีรักษาหรือการฉายแสงนั้นเอง แต่ยังมีวิธีการรักษามะเร็งเต้านมแบบอื่นๆอีกหลายวิธี แต่ก็ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของคุณหมอเจ้าของไข้ด้วยว่าวิธีการไหนที่เหมาะสมที่สุดต่อการรักษา โดยดูจากผลชิ้นเนื้อจากการวินิจฉัยทางพยาธิวิทยา โดยมีรายละเอียดดังนี้
1.การผ่าตัด : เป็นวิธีที่ค่อนข้างนิยมมากในปัจจุบันร้อยละ 60-70 ของผู้ป่วยมะเร็งเต้านมสามารถผ่าตัดเฉพาะก้อนเนื้อและเนื้อเยื่อรอบๆ เพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่หากมะเร็งกระจายไปยังต่อมน้ำเหลือง อาจจะต้องใช้วิธีรังสีรักษา เคมีบำบัด หรือวิธีอื่นๆ ควบคู่กันไป
2.รังสีรักษา : หรือที่รู้จักดีว่าการฉายแสง ส่วนใหญ่จะใช้ควบคู่หลังการผ่าตัด 2-4 สัปดาห์ เพื่อทำลายเซลล์มะเร็งที่อาจจะหลงเหลืออยู่บริเวณต่อมน้ำเหลืองหรือที่เต้านม ลดการเกิดซ้ำของมะเร็งเต้านม และใช้เมื่อผู้ป่วยไม่สามารถผ่าตัดได้ ในกรณีที่สภาพร่างกายไม่พร้อมหรือเป็นมะเร็งเต้านมระยะสุดท้าย
3.เคมีบำบัด : หรือที่คุ้นหูว่าการให้คีโม ใช้ในกรณีที่มะเร็งกระจายไปยังต่อมน้ำเหลือง ไหปลาร้า กระดูก ปอด หรือสมอง หรือในกรณีที่ผู้ป่วยเป็นมะเร็งก่อนหมดประจำเดือนและไม่มีตัวรับสัญญาณฮอร์โมน
4.ฮอร์โมนบำบัด : วิธีการนี้จะใช้ร่วมกับการผ่าตัด รังสีรักษาและเคมีบำบัด หรือใช้สำหรับมะเร็งระยะสุดท้ายที่ดื้อต่อการรักษาด้วยวิธีอื่นๆ ซึ่งผู้ป่วยมะเร็งเต้านมจะรับการรักษาด้วยวิธีการนี้ได้ในกรณีที่มีตัวรับสัญญาณฮอร์โมนที่ก้อนมะเร็ง โดยแพทย์จะให้ยาต้านฮอร์โมนในร่างกายไม่ให้ไปกระตุ้นการเจริญเติบโตของมะเร็ง
5.ภูมิต้านทานบำบัด : เป็นการกำจัดก้อนมะเร็งเต้านมโดยใช้ภูมิต้านทานจากทั้งภายนอกและภายในร่างกาย อาจใช้ในกรณีที่มะเร็งดื้อต่อเคมีบำบัดและฮอร์โมนบำบัด เนื่องจากมียีนกลายพันธุ์ที่กระตุ้นการสร้างมะเร็ง
6.การรักษาที่เป้าหมายของการเกิดมะเร็ง (Targeted Therapy) : โดยให้ยาที่ออกฤทธิ์เฉพาะเจาะจงกับผู้ป่วย ซึ่งอาจจะขึ้นอยู่กับการวินิจฉัยและดุลยพินิจของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ว่าผู้ป่วยสามารถรับยาได้หรือไม่ เพราะปัจจุบันนี้ยาที่ใช้ยังคงมีราคาสูงมาก
7.ชีวบำบัด : การให้สารเพิ่มภูมิต้านทานเพื่อทำลายเซลล์มะเร็ง นิยมใช้คู่กับเคมีบำบัด หรือใช้กับผู้ป่วยที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยวิธีอื่นๆ
ทั้งหมดเหล่านี้ก็เป็นวิธีการต่างๆ ที่จะช่วยให้คุณ Fight!! กับมะเร็งเต้านมแต่ก็ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญว่าคุณเหมาะกับวิธีการรักษาแบบใด และที่ทุกคนต้องรู้คือ การรักษาด้วยวิธีดังกล่าวจะมีผลข้างเคียงทางร่างกาย เช่น อ่อนเพลีย เวียนศีรษะ คลื่นไส้ เบื่ออาหาร ขาหรือแขนบวม ผมร่วง เป็นต้น ผู้ป่วยทุกคนควรศึกษาข้อมูลต่างๆ เพิ่มเติมเพื่อเตรียมพร้อมทั้งร่างกายและจิตใจเพื่อให้คุณสามารถสู้กับมะเร็งร้ายได้อย่างมีความสุขและมีประสิทธิภาพในการรักษามากที่สุด
Read More »
1.การผ่าตัด : เป็นวิธีที่ค่อนข้างนิยมมากในปัจจุบันร้อยละ 60-70 ของผู้ป่วยมะเร็งเต้านมสามารถผ่าตัดเฉพาะก้อนเนื้อและเนื้อเยื่อรอบๆ เพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่หากมะเร็งกระจายไปยังต่อมน้ำเหลือง อาจจะต้องใช้วิธีรังสีรักษา เคมีบำบัด หรือวิธีอื่นๆ ควบคู่กันไป
2.รังสีรักษา : หรือที่รู้จักดีว่าการฉายแสง ส่วนใหญ่จะใช้ควบคู่หลังการผ่าตัด 2-4 สัปดาห์ เพื่อทำลายเซลล์มะเร็งที่อาจจะหลงเหลืออยู่บริเวณต่อมน้ำเหลืองหรือที่เต้านม ลดการเกิดซ้ำของมะเร็งเต้านม และใช้เมื่อผู้ป่วยไม่สามารถผ่าตัดได้ ในกรณีที่สภาพร่างกายไม่พร้อมหรือเป็นมะเร็งเต้านมระยะสุดท้าย
3.เคมีบำบัด : หรือที่คุ้นหูว่าการให้คีโม ใช้ในกรณีที่มะเร็งกระจายไปยังต่อมน้ำเหลือง ไหปลาร้า กระดูก ปอด หรือสมอง หรือในกรณีที่ผู้ป่วยเป็นมะเร็งก่อนหมดประจำเดือนและไม่มีตัวรับสัญญาณฮอร์โมน
4.ฮอร์โมนบำบัด : วิธีการนี้จะใช้ร่วมกับการผ่าตัด รังสีรักษาและเคมีบำบัด หรือใช้สำหรับมะเร็งระยะสุดท้ายที่ดื้อต่อการรักษาด้วยวิธีอื่นๆ ซึ่งผู้ป่วยมะเร็งเต้านมจะรับการรักษาด้วยวิธีการนี้ได้ในกรณีที่มีตัวรับสัญญาณฮอร์โมนที่ก้อนมะเร็ง โดยแพทย์จะให้ยาต้านฮอร์โมนในร่างกายไม่ให้ไปกระตุ้นการเจริญเติบโตของมะเร็ง
5.ภูมิต้านทานบำบัด : เป็นการกำจัดก้อนมะเร็งเต้านมโดยใช้ภูมิต้านทานจากทั้งภายนอกและภายในร่างกาย อาจใช้ในกรณีที่มะเร็งดื้อต่อเคมีบำบัดและฮอร์โมนบำบัด เนื่องจากมียีนกลายพันธุ์ที่กระตุ้นการสร้างมะเร็ง
6.การรักษาที่เป้าหมายของการเกิดมะเร็ง (Targeted Therapy) : โดยให้ยาที่ออกฤทธิ์เฉพาะเจาะจงกับผู้ป่วย ซึ่งอาจจะขึ้นอยู่กับการวินิจฉัยและดุลยพินิจของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ว่าผู้ป่วยสามารถรับยาได้หรือไม่ เพราะปัจจุบันนี้ยาที่ใช้ยังคงมีราคาสูงมาก
7.ชีวบำบัด : การให้สารเพิ่มภูมิต้านทานเพื่อทำลายเซลล์มะเร็ง นิยมใช้คู่กับเคมีบำบัด หรือใช้กับผู้ป่วยที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยวิธีอื่นๆ
Read More »






